Skip to main content
ภายในปี 2019 รถเต่าจะหายไปเกือบหมดบนถนน

ภายในปี 2019 รถเต่าจะหายไปเกือบหมดบนถนน

ภายในปี 2019 รถเต่าจะหายไปเกือบหมดบนถนน

            บริษัทผลิตรถยนต์ชื่อดัง “โฟล์คสวาเกน” มีแผนยกเลิกการผลิต “รถเต่า” ภายในปี 2019 ถือเป็นการปิดฉากรถยนต์ที่มีการออกแบบได้อย่างโดดเด่น มีเอกลักษณ์มากที่สุดคันหนึ่งของโลก โดยจะมีการผลิตรถยนต์ล็อตสุดท้าย เพื่อเฉลิมฉลองรถเต่าอันมีเอกลักษณ์นี้ ที่โรงงานผลิตในประเทศเม็กซิโก ในเดือน ก.ค. 2019

สำหรับรถบีเทิล หรือ “รถเต่า” มีต้นกำเนิดในช่วงยุคนาซีเยอรมนี ภายใต้แนวคิดต้องการให้เป็น “รถยนต์ของประชาชน” ซึ่งจากเดิมมีเพียงแค่รถหรูหราไว้ให้เศรษฐีได้หาซื้อมาครอบครองเท่านั้น แต่เมื่อรถเต่ากลายเป็นที่รู้จัก ก็ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย

รถเต่ารุ่นสุดท้ายจะมีให้เลือกทั้งแบบสองประตู หรือเปิดประทุน

ประธานกลุ่มโฟล์กสวาเกนในอเมริกา เผยว่า เมื่อมีการหายไปของรถเต่าที่อยู่ในตลาดมาสามรุ่นจนอายุใกล้ครบ 70 ปี จะส่งผลให้ผู้ที่ชื่นชอบรถเต่าต้องหวนระลึกถึงมันอีกครั้ง และรถเต่าล็อตสุดท้ายนี้ ก็จะเหมือนเป็นของที่ระลึกไว้ดูต่างหน้า โดยจะมีให้เลือกไม่ต่างจากรถเต่ารุ่นก่อน ทั้งแบบสองประตู หรือเปิดประทุน ก่อนจะยุติสายการผลิตอย่างเป็นทางการ

ในช่วงก่อนหน้านี้ โฟล์คสวาเกนเคยเผชิญเรื่องอื้อฉาว หลังจากถูกตรวจสอบพบว่าได้มีการติดตั้งซอฟท์แวร์ลงในรถยนต์รุ่นต่าง ๆ ที่เป็นระบบดีเซล เพื่อโกงผลทดสอบค่าไอเสีย นอกจากนี้ ยังได้ทุ่มงบมหาศาลไปกับการลงทุนผลิตรถยนต์สำหรับครอบครัวและรถยนต์ไฟฟ้า

รถเต่าเคยได้รับความนิยมสูงสุดในช่วงทศวรรษที่ 1960-1970

“เฮอร์บี รถเต่านักรัก” (Herbie the Love Bug) ภาพยนตร์ที่เคยออกฉายในช่วงนั้น ถือเป็นตัวจุดกระแสให้รถเต่ากลายมาเป็นรถยอดนิยมในช่วงเวลาดังกล่าว อีกทั้งยังได้รับการยกย่องว่าเป็นรถขนาดเล็ก ที่มีคุณภาพการใช้งานดี มีความสวยงาม และมีความทนทาน

จนกระทั่งเข้ามาสู่ในปี 1990 “เดอะ นิว บีเทิล” หรือรถเต่าโฉมใหม่ เมื่อได้ออกสู่ตลาดอย่างเป็นทางการ ก็ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับวงการรถยนต์ของสหรัฐฯเป็นอย่างมาก ด้วยยอดขายจำนวนกว่า 80000 คัน ในปี 1999

อย่างไรก็ตาม ประธานกลุ่มโฟล์กสวาเกนของอเมริกา ก็ไม่ได้ออกกฎที่ชัดเจนตายตัว ว่ารถเต่ารูปแบบดั้งเดิมนี้จะไม่ฟื้นคืนกลับมาอีก “อย่าเพิ่งคิดว่าเป็นไปไม่ได้” ประธานกลุ่มโฟล์กสวาเกนกล่าว

บริษัทโฟล์กสวาเกนขายรถเต่าได้ทั้งหมด 11,151 คันในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2018 นี้ ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่ลดลงร้อยละ 2.2 หากนำมาเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2017