ภูเขาหิมะที่มีชื่อเสียงโด่งดังจากงานเขียนของ Ernest Hemingway ที่ชื่อว่า Kilimanjaro อาจจะต้องหายไปตลอดกาล เนื่องจาก มันก็กำลังละลาย…
85% ของน้ำแข็งที่อยู่บนยอดเขา Kilimanjaro ในปี 1912 นั้นได้หายไปในปี 2007 รายงานโดยนักวิจัยของ Lonnie Thompson of Ohio State University ถ้ายังไม่มีการดำเนินการหยุดหรือพยายามที่จะบรรเทาการละลายนี้เราคงไม่ต้องเดาแล้วละครับว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับภูเขาอันสวยงามนี้ ธารน้ำแข็งบนเทือกเขาค่อยๆ ละลายลง บางส่วนก็ได้บางลงจนน่าเป็นห่วง

แค่นี้ยังไม่พอนะครับการเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะภูเขา Kilimanjaro เท่านั้นมันยังเกิดขึ้นกับภูเขา Kenya และ Ruwenzori ใน Africa และที่ธารน้ำแข็งในอเมริกาใต้และหิมาลัย นักวิทยาศาสตร์ท่านหนึ่งได้ออกมากล่าวว่าการเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นนั้นไม่ใช่เรื่องปกติแล้วไม่เป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าอุณหภูมิของพื้นผิวโลกได้เพิ่มสูงขึ้นทำให้น้ำแข็งบางส่วนเริ่มละลาย พร้อมยังคาดการไว้ว่าอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงถึงหิมะที่ตก หรือ สภาพอากาศในพื้นที่นั้นๆ ด้วย
กลับมาที่ภูเขา Kilimanjaro กันครับ นักวิจัยได้รายงานว่าน้ำแข็งทางตอนเหนือนั้นได้บางลงไปประมาณ 1.9 เมตร และ น้ำแข็งทางใต้บางลงไปประมาณ 5.1 เพียงแค่ช่วงเวลาระหว่างปี 2000 ถึง2007
ทำไงดี ที่จะช่วยให้ เหตูการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นน้อยลง
สิ่งที่สำคัญที่สุด ผมคิดว่า เราจะต้องหา วิธีใหม่ในการยับยั่งอุณหภูมิที่สูงขึ้นของโลก
ด้วยกระบวนการ ใหม่ แทนการรณรงค์ เพียงฝ่ายเดียว
-ส่วนหนึ่งจากนักเรียนยวิทยาศาสตร์
ข่าวนี้ล้าสมัย และมีปัญหาเกี่ยวกับความถูกต้อง เพราะนับจากเดือนมกราคม 2008 เป็นต้นมา ปริมาณน้ำแข็งบนยอดเขา คิริมันจาโร กลับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยทางการแทนซาเนียก็ประกาศรับรองยืนยันการเพิ่มขึ้นของน้ำแข็ง
รายงานของนักวิทยาศาสตร์ในชั้นหลังๆ เชื่อว่าการหดลงของน้ำแข็งของ คิลิมันจาโร ไม่ได้เกิดจากสภาวะโลกร้อน เพราะได้มีการนำอุปกรณ์ตรวจอากาศขึ้นไปติดตั้งบนยอดเขาตั้งแต่ปี 2001 แต่ทว่านับจากมีการติดตั้งพบว่าอากาศบนยอดเขา ยังไม่เคยขึ้นสูงเกิน 0 องศาเลยแม้แต่ครั้งเดียว นั่นหมายถึงน้ำแข็งที่หายไปไม่ได้เกิดจากการละลายเนื่องจากอากาศร้อน ทำให้ต้องกลับมาคิดหาสาเหตุที่แท้จริงกันใหม่
ทฤษฎีล่าสุดที่อธิบายการหายไปของน้ำแข็งบนยอดเขา คิลิมันจาโร เชื่อว่าเกิดจากสภาวะความแห้งแล้ง เนื่องจากพื้นที่ป่ารอบภูเขาถูกแผ้วถางทำเป็นที่การเกษตร ทำให้อากาศในพื้นที่รอบๆมีความชื้นน้อยลง ความชื้นของอากาศที่น้อยลง มีผลทำให้หิมะตกบนยอดเขาน้อยลง เนื่องจากกระแสลมที่พัดเข้าชนภูเขา ก็จะไต่ขึ้นไปตามลาดเขา พอขึ้นไปสูงถึงระดับยอดเขา อุณหภูมิของอากาศจะเย็นจนไอน้ำกลั่นตัวเป็นหิมะตกบนยอดเขา เมื่ออากาศรอบๆภูเขามีความชื้นน้อยลง เพราะการทำลายป่าและขยายพื้นที่การเกษตร ก็เลยทำให้หิมะตกบนยอดเข้าน้อยลงเรื่อยๆตามระยะเวลาที่ผ่านไป
*****โชคร้ายจัง****T-T
วาวความรู้ใหม่ ขอขอบคุณนะค่ะที่บอกให้รู้ความรู้นี้ไปใช้ในรายงานได้ดีมากเลยค่ะ
ขอบคุณมากค่ะ
ผมว่าช่วงหลังๆมานี้มีประเทศที่กำลังพัฒนาเช่น จีนและอินเดียเป็นตัวการของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดในโลก และมีแนวโน้มที่จะปล่อยมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วแบบนี้จะทำไงกันดี ก็คงต้องสูญพันธ์กันหมดแน่ๆเลยผมว่า