ภาวะโลกร้อนอากาศตามฤดูกาลวิทยา หรือ Climatology เคยเป็นการค้นคว้าเล็ก และ การค้นคว้าที่ถูกมองข้าม โดยนักวิทยาศาสตร์ ครั้งอดีต แต่การค้นคว้าที่สำคัญเมื่อต้นศตวรรษที่ 19 ได้เปลียนทุกสิ่งทุกอย่าง และทำให้การค้นคว้าเกี่ยวกับโลกร้อนได้กลายเป็น การค้นคว้าที่สำคัญทีสุดในโลกปัจจุบัน

พ.ศ.2367 (ค.ศ. 1824)

นักฟิสิกส์ชาวฝรั่งเศษ Joseph Fourier เป็นบุคคลแรกที่ได้นำคำว่า ก๊าซเรือนกระจก มาสู่สายตาชาวโลก และ การค้นคว้าของเขาได้ถูกบันทึกไว้ที่ มหาวิทยาลัย Paris’s Académie Royale des Sciences ณ กรุงปารีส

พ.ศ. 2404 (ค.ศ. 1861)

นักฟิสิกส์ชาวไอซ์แลน John Tyndall ทำการค้นคว้าเกี่ยวกับการ สร้างความร้อน และ ดูดซึมควมร้อนจากอากาศ โดยแก็ซ รวมถึง การค้นคว้า CO2 และ H2O เขาแสดงให้เห็นว่าก๊าซ คาร์บอนไดออกไซค์สามารถดูดซึม รังสี อินฟราเรดได้ และมันสามารถทำให้เกิดการเปลียนแปลงในอุณภูมิ Tyndall เคยกล่าวไว้ว่า “รังสีจากดวงอาทิตย์. . .พลังที่สามารถผ่านชั้นบรรยากาศ แต่เมื่อรังสีของมันถูกดูดซึมโดยโลก มันจะถูกยิงกลับออกไปในอวกาศ ทั้งนี้ ไม่มีวันกลีบไปด้วยปรีมาญเท่าเดิม ถึงแม้ว่าชั้นบรรยากาศโลกจะปล่อยให้รังสีจากดวงอาทิตย์เข้ามา แต่มันจะไม่ปล่อยรังสีออกไปง่ายๆ ผลลับก็คือการเพิ่มอุณภูมิของโลกขึ้นเล็กน้อยทุกๆวัน”

พ.ศ.2439 (ค.ษ1896)

นักเคมีวิทยาชาว สวีเด็น Svante Arrhenius เสนอความคิดแรกของการสร้างก๊าซเรือนกระจกโดยมนุษย์ และไม่ใช่ธรรมชาติ เขาสร้างสมมุติฐานขึ้นมาว่า การเผาไม้ถานหิน 200 ปีที่ผ่านมาได้สร้างกาศ CO2 ขึ้นมาอย่างมหาศาลและ ทำให้อุณภูมิของโลกเราร้อนขึ้น Arrhenius เคยพยายามจะคิดหาเห็นผลว่าทำไมโลกเราจึงเกิดยุคน้ำแข็ง แต่เขาก้ไม่เคยเข้าใจมันอย่างแท้จริง

พ.ศ. 2483 (ค.ศ. 1938)

นักวิศวะ ชาวอังกฤษ Guy Stewart Callendar ได้ค้นคว้าและนำตัวเลขมารวมกัน สิ่งที่เขาค้นพบคือ อุณภูมิของโลกเราได้เพิ่มสูงขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ ร้อยปีที่ผ่านมา นอกจากนั้น เขายังพบว่า ก๊าซ CO2 ในชั้นบรรยากาศได้เพิ่มขึ้นถึง 10% อีกด้วย สุดท้ายเขาได้กล่าวว่า สิ่งที่ทำให้อุณภูมิของโลกปรับตัวสูงขึ้นคือ ก๊าซ CO2 นี้เอง

พ.ศ. 2500 (ค.ศ.1955)

นักวิทยาศาสตร์ จาก มหาวิทยาลัย John Hopkins นามว่า Gilbert Plass ได้พิสูจว่า การเพิ่มปริมาณของ CO2 ในชั้นบรรยากาศคือสาเหตุที่ทำให้โลกร้อนขึ้น จนถึงปี พ.ศ.2504 (ค.ศ.1959) เขาได้ทำนายว่าอุณภูมิของโลกนั้นจะเพิ่มขึ่นถึง 0.2 C

พ.ศ. 2503 (ค.ศ.1958)

นักเคมีวิทยา Roger Revelle และ Hans Suess ได้จ้าง นักธรนีวิทยา Charles Keeling ให้ทำการวัน จำนวลก๊าซ CO2 ในชั้นบรรยากาศอย่างต่อเนื่อง หลังจากนั้นเพียง สองปี ขั้วโลกใต้ Antarctica ได้หายไปส่วนหนึ่ง และเป็นสิ่งที่เริ่มทำให้ชาวโลกหันมาตระหนักถึง ปัญหา กาศ CO2 นี้ หรือที่ปัจจุบันคือ โลกร้อนนั้นเอง

พ.ศ.2512 (ค.ศ.1970)

วันที่ 22 เมษา ปี2512 เป็น “วันโลก” วันแรกของอเมริกา ชาวอเมริกา 20ล้านคนออกมาร่วมฉลอง งานที่จัดโดย วุฒธิสมาชิก Gaylord Nelson จากพรรคเดโมเเครด และในวันนั้น ได้มีการแถลงข่าวร้าย เกี่ยวกับถาวะโลกร้อนสู่สายตาชาวอเมริกานั้นเอง

พ.ศ.2521  (ค.ส. 1979)

การประชุมอากาศโลก ได้เกิดขึ้นนะกรุงเคเนวา ซึ่งนำไปสู่ โปรแกรมช่วยโกร้อนครั้งแรกของโลกนำโดยนานาชาติ

พ.ศ.2527  (ค.ส.1985)

การประชุม อากาศโลก ในเมือง Allach ประเทศ ออสเตรเลีย นักวิทยาศาสตร์ได้เปิดเผยว่า อุณภูมิของโลกที่สูงขึ้นนี้ จำนำไปสู่ การละลายของน้ำแข็งซึ้งจะหมายความว่า น้ำทะเลจะสูงขึ้นเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ นักวิทยาศาสตร์ยังกล่าวว่าพวกเขาได้ค้นพบช่องโหว่ในบรรยากาศ เหนือขั้วโลกตายอีกด้วย

พ.ศ.2529  (ค.ส.1987)

มีการบันทึกวันที่ร้อนที่สุดตั้งแต่มีการบันทึกอุณภูมิโลกมา สามปีให้หลัง ยุค 80 ถูกบันทึกเป็น 10 ที่ร้อนที่สุด ตั้งแต่มีการบันทึกอุณภูมิโลกมา


พ.ศ.2530  (ค.ส.1988)

The Intergovernmental Panel on Climate Change (IPCC) ถูกจัดตั้งขึ้นโดย World Meteorological Organization (WMO) และ United Nations Environment Program (UNEP) โดย IPCC จะค้นคว้าและเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับโลกร้อนสู่สายตาชาวโลก

Dr. James Hansen จาก NASA ได้นำข้อมูลสู่ประธานาธิปดีสหรัฐ โดยใช้คอมพิวเตอร์ให้เห็นว่า เขาแน่ใจถึง 99% ว่า ก๊าซเรือนกระจกที่เกิดกาจมนุษย์นั้น กำลังเปลียนแปลงอุณภูมิโลกจิงๆ

พ.ศ.2532  (ค.ส.1990)

IPCC ได้นำข้อมูลแรกออกมาว่า อุณภูมิของโลก จะเพิ่มขึ้น 0.3 °C ทุกๆ10ปี และ ยังเปิดเผยอีกว่า โลกเราไม่เคยร้อนขนาดนี้มาถึง 1หมื่นปีแล้ว

พ.ศ.2535  (ค.ส.1992)

172 ประเทศ ได้เจรจาหารือกันเกี่ยวกับปัญหาโลกร้อนนี้ ที่กรุงรีโอ เด จาเนโร ประเทศบราสิล ซึ่งจะ นำไปสู้สนธิสัญญา เกี่ยวดตในไม่ช้า

พ.ศ.2538  (ค.ส.1995)

ถูกบันทึกเป็นปีที่ร้อนทีสุด และ สี่ปีให้หลัง ยุค 90 ถือเป็น 10 ปีที่ร้อนที่สุดในรอบ 1000 ปี

IPCC  ได้เปิดเผยว่ามีหลักฐานที่เชื่อถือได้ว่ามนุษย์เป็นสาเหตุของโลกร้อนนี้ และ มันไม่ใช่ประกฏการธรรมชาติ

พ.ศ.2540  (ค.ส.1997)

สนธิสัญญา Kyoto ว่าด้วยประเทศพัฒนาแล้ว ยกเว้นสหรัฐ ซึ่งโวท 95 ต่อ 0 เพื่อไม่เข้าร่วมสนธิสัญญานี้ ได้ตกลงกันที่จะทำตามกฏ หกข้อ ว่าด้วยการลดจำนวลก๊าซเรือนกระจกลง 5.2% สนธิสัญญานี้จะหมดอายุลงในปี 2555 หรือ 2012

พ.ศ.2544  (ค.ส.2001)

ประธานาธิปดีคนใหม่ของสหรัฐ George W. Bush ได้ประกาศว่าจะไม่เข้าร่วมสนธิสัญญาเกียวโต เนื่องจากมันจาทำลายเศรฐกิจ สหรัฐ

IPCC ได้ประกาศว่า จากข้อมูล โลกร้อนที่เกิดจากมนุษย์นั้นมาจากการ เผาไม้เชื่อเพลิงเช่นน้ำมันเป็นส่วนใหญ่

พ.ศ.2546  (ค.ส.2003)

ยุโรปได้เจอกับฤดูร้อน ที่ร้อนที่สุดตั้งแต่ีการวัดมา ซึ่งฆ่าชีวิตชาวยุโรปถึง 3 หมื่นคน

พ.ศ.2550 (ค.ส.2007)

175 ประเทศได้ลงนามในสนธิสัญญาเกียวโต รวมถึง ประเทศ ออสเตรเลียที่ยืนเขียงข้างสหรัฐมาตลอดบัดนี้ ทนดูเหตุการเลวร้ายต่างๆไม่ใหว จนทำให้ต้องตัดสินใจลงนาม

Al Gore ไดรับรางวัล โนเบล ในการช่วยธรรมชาติ

พ.ศ.2551 (ค.ส.2008)

น้ำแข็งขนาด 260 ตารางกิโลเมตร ได้แตกออกจากขั้วโลกใต้ และทำให้นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า ภาวะโลกร้อนกำลังเลวร้ายขึ้นมากกว่าที่พวกเขาคิด

และอีกไม่นานจะมีการประชุม อากาศโลกที่กรุงเทพ เพื่อพูดคุยเรื่องของสนธิสัญญาฉบับใหม่ก่อนที่เกี่ยวโตจะหมดอายุลงในปี 2012

ข้อมูลจาก: CNN.com

แปลไทยโดย: Thaihotzone.com

บทความอื่นๆ: