นักวิทยาศาสตร์ใช้ข้อมูลมากมายในการสรุปเกี่ยวกับภาวะโลกร้อน แต่ปัญหาใหญ่คือว่าไม่สารถรู้ได้อย่างแน่นอนถึงอนาคต และ ผลกระทบที่จะเกิดต่อมนุษย์โดยตรง

เพื่อความเข้าใจที่ดีขึ้น, นักวิทยาศาสตร์ได้แบ่งผลกระทบจากถาวะโลกร้อนออกเป็นสองหัวข้อ: “forcing” และ “feedback”

Climate forcing จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงในบรรยากาศ รังศรีจากดวงอาทิตย์ เป็นหนึ่งในนั้น ถ้าพระอาทิตย์ปล่อยรังสีออกมามากขึ้น โลกก็จาร้อนขึ้น นี้คือ สิ่งที่นักวิทยาศาสตร์เรียกว่า “forcing”

Climate feedbacks Climate forcing เป็นผลกระทบที่เกิดจากโลกร้อน และเพิ่มความรุนแรง หรือ ลดความรุนแรง ให้กับ”forcing” ตัวอย่างเช่น “ice-albedo feedback” หลังจากอุณหภูมิโลกร้อนขึ้น, น้ำแข็งก็ละลาย น้ำแข็งนั้นทำหน้าที่เหมือนกระจกสะท้อนแสงอาทิต, ถ้าขาดมันไป น้ำทะเลก็จะรับแสงอาทิตไปเต็มๆ หลังจากนั้น ทะเลมีอุณหภูมิที่สูงขึ้น และนั้นหมายความว่า อุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นเช่นกัน “feedback” ที่เพิ่มความรุนแรงให้กับ “forcing” เรียกว่า”positive feedback” “feedback” ที่ลดความรุนแรงให้กับ “forcing” เรียกว่า “negative feedback” การละลายของน้ำแข็งที่เรียกว่า “ice-albedo feedback” เป็น “positive feedback” ที่ทรงพลังมาก และได้ส่งผลกระทบต่อโลกเรามานานหลายสิบปีแล้ว

นอกจากนี้ นักวิทยาศาสตร์ยังพูดคุยเกี่ยวกับ “การเปลี่ยนแปลงในบรรยากาศอย่างกะทันหัน” ซึ่งหมายความว่าอาจจะเกิดเหตุการณ์ที่เรียกกันว่า “tipping points” หรือ “จุดเปลี่ยนอันรุนแรง” ในบรรยากาศโลก บรรยากาศโลกนั้น มีสภาพที่คงที่มานาน แต่การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศนั้น สามารถเป็นไปได้รวดเร็วกว่าที่เราคิด(สำหรับนักวิทยาศาสตร์ ถือว่าเร็ว), ภายในร้อยปี หรือ ถ้ากำลังเกิดเหตุการณ์ต่างๆแบบในปัจจุบัน, อาจจะไม่กี่สิบปี การเปลี่ยนแปลงที่เร็วขนาดนี้นั้น คือสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์เรียกว่า ‘การเปลี่ยนสภาพ’ และเป็นสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์กังวลว่าเป็นผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นได้เพราะ ภาวะโลกร้อน แต่มันจะเห็นได้ชัดกว่าในพื้นต่างๆ แต่ไม่ใช่ทั้งโลก ก่อนการเปลี่ยนสภาพ หรือ จุดเปลี่ยนอันรุนแรงนั้น มันจะมีการเปลี่ยนแปลงของ feedback ให้เห็นก่อน แต่จากการค้นคว้าที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์ยังไม่รุ ว่าการเปลี่ยนแปลงของ feedback ที่จะบ่งบอกให้เราเตรียมตัวรับหัยนะนั้น คืออะไรกันแน่

ข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับ Forcing และ Feedback ต่างๆ

Forcing:

  1. รังสีจากดวงอาทิตย์. พระอาทิตย์มีวงจร 11 ปี ที่รู้จักกันดี  มันคือวงจรของดวงอาทิตย์ที่มีการเปลี่ยนแปลงของ รังสีมากขึ้น .08% รังสีจากพระอาทิตย์ได้ถูกเฝ้าระวังโดยดาวเทียมทุกวัน ตั้งแต่ปลายยุค 1970, และเจ้าวงจรพระอาทิตย์นี้ คือสิ่งที่รวมตัวกันเป็น แบบจำลองบรรยากาศ มีการค้นพบหลักถานของรังสีจากดวงอาทิตย์นับได้เป็นพันๆปี, การวัดจาด ต้นไม้โบราญ, และวัตถุอื่นที่สัมผัสกับแสงอาทิตมาเป็นระยะเวลานาน แต่ถึงตอนนี้ ก็ยังไม่มีหลักถานพิสูจน์การเปลี่ยนแปลงของ รังสีจากดวงอาทิตย์ที่ปล่อยมา , เพราะยังไม่มีการวัดดวงอาทิตย์อย่างละเอียด ก่อนจะถึงยุค 70 , นักวิทยาศาสตร์จึงยังไม่มีหลักถานที่แน่นอนในการบอกถึงความเปลี่ยนแปลงของดวง อาทิตในระยะเวลานาน แต่ในวันนี้ นักวิทยาศาสตร์ รวมถึง NASA เองกำลังศึกษาดวงอาทิตย์อย่างระเอียด เนื่องจาก มันอาจจะนำไปสู่วิธีใหม่ในการช่วยโลกจากความร้อนที่มาจากดวงอาทิตย์ได้
  2. ละอองของเหลว, ฝุ่น, ควัน และเขม่า. มันมาทั้ง จากธรรมชาติ และ จากมนุษย์ เจ้าละอองกรดกำมะถันที่ลอยอยู่ในอากาศ, ซึ่งมาจาก การเผาไหม้ของถานหิน, สิ่งมีชีวิต, และภูเขาไฟระเบิด, เหมือนจะทำให้โลกเย็นลง (0.0!!?) การเพิ่มจำนวลของโรงงานต่างๆที่ผลิต ละอองกรดกำมะถันนั้น เชื่อว่าทำให้ ซีกโลกทางด้านเหนือเส้นศูนย์สูตรขึ้นไป เย็นลงในช่วงปี 1940-1970 แต่อนุภาคที่น้อยที่สุดของมัน ทำสิ่งที่ตรงกันข้าม ผลกระทบจากละอองเหล่านี้พึ่งจะถูกเฝ้าติดตามมาสิปกว่าปี , ทำให้นักวิทยาศาสตร์บางกลุ่มไม่แน่ใจว่า สรุปแล้ว มันดี หรือ ร้าย มันกำลังทำให้โลกร้อนขึ้นแบบที่เชื่อกันในปัจจุบัน หรือกำลังทำให้โลกเย็นลงเหมือนที่เชื่อกันว่ามันทำ ให้ช่วงกลางศตวรรษ

Feedback:

  1. เมฆ. เมฆนั้นเป็นสิ่งที่มีความสำคัญต่อบรรยากาศโลกเป็นอย่างมาก, 1/3 ของแสงอาทิตย์ที่ส่งมายังโลก จะถูกสะท้อนกลับไปสู่อวกาศโดยเมฆ หลังจากที่บรรยากาศเปลี่ยน การทำงานของเมฆก็อาจจะเปลี่ยนแปลงไปได้เช่นกัน หน้าที่ในการสะท้อนแสงอาทิตย์อาจจะไม่สมบูรณ์ เพราะว่าเมฆเป็นสิ่งที่สำคัญและทรงพลังมาก ต่อบรรยากาศโลก, ถ้าเกิดมีความเปลี่ยนแปลงในปริมาณเมฆ, ต่ำแหนงที่อยู่ของมัน และ ความเร็วในการกลายเป็นเม็ดฝนที่เร็วขึ้น หรือ ช้าลง, ไม่ว่าใดๆทั้งสิ้น มันจะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในบรรยากาศโลกได้ในปัจจุบัน แบบจำลองสภาพอากาศยังไม่ให้ความสำคัญต่อเมฆมากนัก, ทำให้ IPCC ได้ตั้งเป้าให้การค้นคว้าเกี่ยวกับเมฆเป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักของสถาบัน แต่เราก็ไม่สามารถบอกได้อย่างแน่ชัดว่า ถ้าเกิดว่ามันมีการเปลี่ยนแปลงจริงๆล่ะ มันจะแย่มากขนาดที่เราคิดหรือไม่ หรือว่า มันเป็นแค่เรื่องเล็กน้อยที่เราควรมองข้าม?
  2. วงจร Carbon.จนถึงปัจจุบัน, ธรรมชาติได้เก็บกักก๊าซ carbon ที่เกิดจากมนุษย์เกือบครึ่งหนึ่งทุกปี เรายังไม่รู้แน่ชัดว่า carbon เหล่านี้หายไปไหนบ้าง, หลักถานบางส่วนบอกว่า ทะเล และ ชีวะชาติ เป็นสิ่งที่ดูดซึมและกักเก็บ carbon ส่วนใหญ่ที่เราส่งสู่บรรยากาศ แต่ปัญหาใหญ่ที่นักวิทยาศาสตร์ค้นพบคือว่า วงจรการกักเก็บ carbon นี้อาจจะล้มเหลว หากอุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นสูงกว่าปกติ, นั้นทำให้โลกที่ร้อนขึ้นอยู่แล้ว ยิ่งร้อนเร็วขึ้นเข้าไปอีก แต่นี้ก็อาจจะเป็นความเข้าใจผิดเช่นกัน NASA กำลังจะค้นพบคำตอบในไม่ช้า หลังจากที่พวกเขาได้ดำเนินการภารกิจ ในการหาคำตอบว่า ระบบการดูดซึม Carbon ของโลกจะล้มเหลวหรือไม่
  3. การไหลเวียนของน้ำในมหาสมุทร. เป็นอีกหนึ่งการขาดการที่ดังที่สุด รองจากการที่โลกร้อนขึ้น นั้นก็คือ, การไหลเวียนของน้ำทะเลในมหาสมุทร Atlantic ที่กำลังจะเปลี่ยนไป และจะทำให้ยุโรปประเชิญกับยุคน้ำแข็ง แต่คำว่ายุคน้ำแข็งไม่ใช่สิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ชอบนัก พวกเขาแค่เรียกมันว่า การเย็นลงของยุโรป แต่เราทุกคนก็คงจะเข้าใจว่า การเย็นลงมหาสารขนาดที่พวกนักวิทยาศาสตร์คาดเดานั้น ไม่ต่างจากยุคน้ำแข็งสักเท่าไหร่ แต่เราก็ไม่สามารถพิสูจน์ได้จริงว่า การเปลี่ยนแปลงนี้จะทำให้ยุโรปกลายเป็นน้ำแข็งหรือไม่ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือ การไหลเวียนของน้ำในมหาสมุทร Atlantic นั้น กำลังชะลอลงจริงๆ
  4. ปรีมาณฝน. มนุษยชาติได้กำเนิดขึ้นและใช้ชีวิตขึ่นอยู่กับ ฝน และ หิมะ เราต้องใช้มันในการดื่มและปลูกพืชเพื่ออาหาร แบบจำลองบรรยากาศโลกกำลังทำนายว่า ฝนจะตกมากขึ้น แต่ไม่ใช่ทั่วโลก บางพื้นที่จะแห้งแล้งแทน นักวิทยาศาสตร์อยากรู้ว่าจุดไหนบ้างที่จะมีการเปลี่ยนแปลง ฝนที่มากขึ้น หรือ น้อยลง แต่ปัจจุบัน เทคโนโลยียังไม่เก้าหน้าถึงระดับนั้น แต่เครื่องมือได้บอกคร่าวๆได้เช่น จามีฝนตกน้อยลงในตะวันออกเฉียงใต้ของอเมริกา เพราะข้อมูลที่มีน้อยนิดนั้น ทำให้การตัดสินใจในการป้องกันต่างๆเป็นไปได้ยากมาก การหาคำตอบนั้น ต้องใช้เวลาในการค้นคว้าอีกมาก
  5. ระดับน้ำทะเลทีู่สูงขึ้น. ในปี 2007, IPCC ได้ใช้ดาวเทียมในการสรุปว่า การละลายของน้ำแข็งในขั้วโลก และ Greenland กำลังทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นจริงๆ และ ได้เกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 2001 แล้ว ปริมาณน้ำที่จะสามารถสูงขึ้นได้ ถ้าหากน้ำแข็งใน Greenland ละลายหมดจะสูงขึ้นถึง 6 เมตร และอีก 6-7 เมตร หากน้ำแข็งใน Antarctic ฝั่งตะวันตกละลายหมด, ในที่น้ำแข็งในฝั่งตะวันออกคงจะไม่ละลายภายในศตวรรษนี้ คนหลายร้อยล้านใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่ ที่จะจมอยู่ใกล้น้ำหลังจากที่น้ำขึ้นสูงในระดับที่คาดการไว้, ซึ่งหมายความว่า หากนักวิทยาศาสตร์คาดเดาถูกจริง การช่วยชีวิตคนหลายร้อยล้านออกจากพื้นที่เสียงภัย หรือ จะเรียกว่า ผู้คนหลายร้อยล้านต้องทิ้งบ้านของตนเองไว้ใต้น้ำตลอดไป

ข้อมูลจาก: NASA.gov

แปลไทยโดย: Thaihotzone.com

บทความอื่นๆ: