ภาวะโลกร้อน

ในงาน กระทรวงพลังงาน มติชน ชวนเที่ยวงานแฟร์ ร่วมกันดูแลสังคม ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 15-19 สิงหาคม ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ในเวทีเสวนาวันแรกได้เปิดเสวนา วิกฤตโลกร้อน หนทางในการป้องกันและเยียวยา โดย ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการศูนย์เครือข่ายงานวิเคราะห์วิจัยและฝึกอบรมการเปลี่ยนแปลงสภาวะ อากาศของโลกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (START : สตาร์ต) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกล่าวว่า ปัญหาโลกร้อนเกิดจากปริมาณก๊าซเรือนกระจกเพิ่มจำนวนมากขึ้น โดยมีสาเหตุมาจากการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ก๊าซมีเทน ฯลฯ ทำลายป่าไม้ แม้ผลกระทบจากโลกร้อนจะไม่ส่งผลถึงขั้นวิกฤต แต่เป็นภัยร้ายที่ก่ออันตรายแบบผ่อนส่ง

ดร.อานนท์ บอกด้วยว่า การละลายของน้ำแข็งขั้วโลกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ส่วนประเทศไทยภาวะน้ำค้างแข็งบนภูเขาสูงเริ่มลดลง ทั่วทุกภาคล้วนก่อให้เกิดก๊าซคาร์บอน สาเหตุโลกร้อนทั้งสิ้น โดยเฉพาะคนกรุงเทพฯที่ปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนจากชีวิตประจำวันถึงคนละ 20 กิโลกรัมต่อวัน ทั้งพลังงานไฟฟ้า การเดินทางโดยรถยนต์ส่วนบุคคล การเปิดแอร์โดยไม่จำเป็น ฯลฯ นอกจากนี้การที่พื้นที่ กทม.มีความเจริญในด้านอุตสาหกรรม มีพื้นที่คอนกรีตจำนวนมาก ซึ่งมากกว่าพื้นที่สีเขียว สิ่งเหล่านี้ส่งผลให้พื้นที่ กทม.มีอุณหภูมิสูงกว่าพื้นที่ย่านชานเมือง อย่างเช่น ย่านรังสิต ถึง 2-3 องศาเซลเซียส

ด้าน ดร.สรณรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์ เลขาธิการมูลนิธิโลกสีเขียว บอกว่า โลกร้อนสาเหตุสำคัญมาจากพื้นที่ป่าลดจำนวนลง โดย 30 ปีที่ผ่านมา พบว่าพื้นที่ป่าทั่วโลกโดยเฉพาะป่าเขตร้อนลดลงราวร้อยละ 12 ขณะที่ประชากรกลับเพิ่มจำนวนขึ้นถึงร้อยละ 60 อย่างไรก็ตาม คนส่วนใหญ่ทราบปัญหาที่เกิดขึ้น แต่ไม่ค่อยตระหนักในการชะลอปัญหา หรือช่วยกันแก้ไข เห็นได้จากที่ผ่านมายังนิยมใช้ถุงพลาสติคกันจำนวนมาก ทั้งที่กว่าจะเป็นถุงพลาสติคต้องใช้น้ำมันกว่า 9 พันล้านลิตร ในการผลิตถุงพลาสติค 5 แสนล้านใบต่อปี ซึ่งส่วนใหญ่ใช้แล้วทิ้ง และก่อให้เกิดปัญหาต่อสิ่งแวดล้อม เพราะกว่าจะย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติต้องใช้เวลาเป็นพันๆ ปี ที่สำคัญกระบวนการผลิตถุงพลาสติคยังก่อปัญหาโลกร้อน เพราะต้องใช้เชื้อเพลิงในการเผาไหม้ด้วย

สำหรับ แนวทางแก้ไข ดร.สรณรัชฎ์บอกว่าต้องใช้แนวทางง่ายๆ 3 นิ้วพิทักษ์โลก คือ 1.นิ้วชี้ ช่วยกันกดสวิตช์ไฟที่ไม่ได้ใช้ 2.นิ้วโป้งและนิ้วชี้ช่วยกันถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็น และ 3.นิ้วก้อย ช่วยกันสัญญาว่าจะประหยัดการใช้ไฟฟ้าให้เป็นนิสัย นอกจากนี้ในส่วนของแนวทางภาพรวมนั้นใช้หลัก 3 ข้อ เช่นกัน คือ 1.ลดการปลดปล่อยคาร์บอนต่างๆ โดยหันมาใช้เทคโนโลยีสะอาดที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ที่ผ่านมา มีเทคโนโลยีหลายอย่างที่ส่งผลทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อสภาพแวดล้อม อาทิ การสร้างเขื่อนส่งผลให้เกิดการบุกรุกทำลายป่า 2.ต้องมีมาตรการดูดซับคาร์บอนโดยการปลูกป่า และการฟื้นฟูป่า และ 3.ลดอุณหภูมิเมือง โดยการเพิ่มปริมาณการปลูกต้นไม้ขึ้น ลดพื้นที่คอนกรีต เพราะก่อให้เกิดการสะสมของความร้อน

ขณะนี้มี เทคโนโลยีสะอาดมากมาย อย่าง Solar Cooling for air-cond เป็นการนำเทคโนโลยีเซลล์แสงอาทิตย์มาพัฒนาเป็นพลังงานความเย็น โดยไม่จำเป็นต้องแปรเปลี่ยนเป็นไฟฟ้าก่อน อย่างไรก็ตาม การพึ่งพาเทคโนโลยีอย่างเดียวคงไม่ได้ ประชาชนต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมประหยัดพลังงานด้วย และภาครัฐต้องช่วยกัน อาทิ รณรงค์ให้ประหยัดพลังงาน ลดการใช้ถุงพลาสติค การให้ภาคธุรกิจหันมาใส่ใจสิ่งแวดล้อมอาจชักจูงว่า ธุรกิจใดใส่ใจเรื่องนี้จะมีมาตรการลดภาษีให้ ดร.สรณรัชฎ์กล่าว

จบ การเสวนาบนเวที ดร.อานนท์ยังกล่าวถึงกรณีที่นายสมิท ธรรมสโรจน์ ที่ปรึกษาศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ระบุถึงบริเวณไหล่ทวีปของประเทศไทยมีโอกาสเกิดสึนามิ แม้จะไม่เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหว หรือเกิดแผ่นดินไหวไม่มากก็ตาม ว่ามีโอกาสเป็นไปได้ เพราะบริเวณไหล่ทวีปหรือที่เขตเศรษฐกิจจำเพาะ ซึ่งเป็นแนวรอยต่อทางทะเลระหว่างประเทศไทยและอินเดีย โดยมีความลึกระหว่าง 1,500-2,000 เมตร และมีความลาดชันถึง 10 องศา ซึ่งอาจดูไม่มากเมื่อเทียบกับพื้นที่บนบก แต่ในทะเลลึกค่อนข้างสูงมาก เพราะว่าหากเกิดภาวะโลกร้อนขึ้น อุณหภูมิที่สูงขึ้นจะทำให้การยึดเกาะของดินค่อนข้างต่ำ แม้จะเกิดแผ่นดินไหวหรือเกิดการเคลื่อนที่ของไหล่ทวีปก็สามารถทำให้ปริมาณ ทรายหลายลูกบาศก์กิโลเมตรถล่มลงมาได้ และโอกาสเกิดสึนามิก็สูงขึ้น และกรณีนี้ก็เคยเกิดขึ้นที่ประเทศปาปัวนิวกินี ขณะนี้ศูนย์สตาร์ตร่วมกับประเทศเยอรมนีกำลังศึกษาเก็บตะกอนพื้นที่ไหล่ทวีป ดังกล่าวอยู่

ห้วงเวลานี้หลายฝ่ายยังคงตระหนักถึงปัญหาโลกร้อน แต่จะทำอย่างไรไม่ให้ โลกร้อน กลายเป็นเพียงกระแสในห้วงเวลาหนึ่งเท่านั้น

ข้อมูลจาก: มติชน

บทความอื่นๆ: